หลายคนคงสงสัยว่า..
ทำไมมีคนต่อต้านวัดพระธรรมกายเยอะจัง..?
ธรรมกาย...ณ วันนี้ ยังมีกลุ่มคนต่อต้านกันอย่างต่อเนื่อง
แต่ดูเหมือนจะยิ่งตี ก็ยิ่งดัง ยิ่งดัง ก็ยิ่งโต
ธรรมกาย มีอะไรดี เอาไว้ติดตามตอนต่อไป
ตอนนี้เราลองมาวิเคราะห์กันดูว่า กลุ่มคนพวกที่ต่อต้านธรรมกาย มีใครบ้าง
ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ เมื่ออ่านจบแล้ว ก็อย่าเพิ่งเชื่อ แต่เอาไปคิดต่อ ยอด และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ด้วยตัวเองกันดูนะ
จากประสบการณ์ที่ได้ศึกษาเรียนรู้และเก็บรวบรวมมาเป็นเวลานานหลายปี พอที่จะแยกแยะกลุ่มคนที่ต่อต้านธรรมกาย ออกเป็นกลุ่มเป็นพวกได้ดังต่อไปนี้
1. พวกผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ส่วนว่าจะมีใครบ้างคงไม่ต้องเอ่ยชื่อหรอกนะ ความลับมันไม่มีในโลก ถึงจุดหนึ่งทุกคนก็จะรู้เอง แต่ที่บอกได้ตอนนี้คือ พวกเขาเป็นคนขี้ระแวง กลัวว่า ธรรมกาย จะเป็นใหญ่และมีอำนาจมากเกินไป กลัวจะควบคุมไม่ได้ กลัวจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โอ้ววว!!!ไปกันใหญ่แล้ว ถึงกับต้องสั่งให้...ใ....ค....ร...ๆ....จัดการทุกวิถีทาง ถ้าเอาตายได้ก็เอา ถ้าเอาตายไม่ได้ก็ให้จับสึก เพื่อขจัดความกลัวออกไปจากใจของตัวเอง
อยากจะบอกว่า ทำอย่างนั้นมีแต่เหนื่อยเปล่า แถมตัดรอนบุญบารมีของตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย สู้หันหน้ามาจับมือแล้วไปด้วยกันจะดีกว่าไหม ประเทศชาติจะได้มั่นคง คงมั่นด้วยศีลธรรมความดี
2. พวกต่างศาสนา โดยเฉพาะพวกแกนนำหัวรุนแรง คนส่วนใหญ่เขาก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีแต่พวกที่พยายามจะกลืนกินประเทศไทยนี่แหล่ะที่คอยสร้างปัญหาความวุ่นวายอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน จะกินปลาทั้งตัวก็ต้องเลาะก้างออกก่อน เขาเห็นว่า ธรรมกาย เป็น....ก้างชิ้นใหญ่..มั๊กๆ
จึงพยายามเลาะไปหลายรอบแล้ว แต่ก็ยังเลาะไม่ออกซะที อยากจะแนะนำว่าวิธีการเผยแผ่รูปแบบเก่าๆ ที่อาศัยการทำลายศรัทธาของศาสนาอื่นให้อ่อนแอ แล้วใช้กำลังเข้ายึดพื้นที่ มันใช้ไม่ได้แล้วกับยุคปัจจุบัน สู้กลับไปหาวิธีเผยแผ่ที่มันสร้างสรรมากกว่านี้ไม่ดีกว่าหรือ เพราะยุคหน้าจะเป็นยุคของปัญญาชน คนมีปัญญาที่เกิดจากใจสงบนิ่ง
3. พวกนักวิชาการ(เกิน) ธรรมกาย ถือกำเนิดและเติบโตมาด้วยการปฏิบัติธรรม นับตั้งแต่ก่อตั้งวัดเรื่อยมาก็เน้นการปฏิบัติธรรมมาโดยตลอด เพิ่งจะมาเน้นการเรียนการสอนด้านปริยัติหรือวิชาการก็ตอนที่โดนพวกนักวิชาการโจมตีนี่แหล่ะ
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณพวกเขานะ เพราะมีพวกเขามากระตุ้น จึงมีการเปิดโรงเรียนปริยัติธรรม ทำให้พระเณรมีความรู้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้วัดพระธรรมกายได้รับการยอมรับที่กว้างขวางขึ้นจากคณะสงฆ์ทั้งแผ่นดิน แถมยังมีพัฒนาการการเติบโตขึ้นไปตามลำดับอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
4. พวกรับจ้าง พวกนี้ไม่รู้ว่ารับเงินมาจากไหน แต่ถ้าเดาไม่ผิด น่าจะรับมาจากพวกที่หนึ่งและพวกที่สองนะ พวกนี้ดูไม่ยากหรอก คือเขาจะโจมตีอย่างเดียว ข้อมูลเท็จจริงหรือไม่ พวกเขาไม่สนใจ ขอให้มีผลงานเป็นอันใช้ได้ บางคนรับเงินไปแล้ว แต่ไม่มีผลงาน ก็เลยโดนเล่นงานเสียเอง พวกนี้มีทั้งตัวบุคคลและสื่อประเภทต่างๆ
เข้าใจนะว่าพวกเขาทำเพื่อปากท้องของตัวเอง แต่น่าเสียดาย เพราะสิ่งที่เขาทำมันเป็นบาปอย่างมาก เงินที่ได้มาก็เป็นเงินร้อน หาความสงบสุขในชีวิตได้ยาก
5. พวกเสียผลประโยชน์ โครงการหลายๆ อย่างที่ธรรมกายจัด มีผลในวงกว้าง บางทีก็ทำให้มีกลุ่มคนบางพวกที่เสียผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น โครงการเทเหล้าเผาบุหรี่ เป็นต้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทที่ขายเหล้าขายบุหรี่ทั้งหลาย บางบริษัทแค้นฝังลึกในระดับที่ต้องการชำระกันเลยทีเดียว อันนี้ก็พูดกันยาก เพราะโครงการที่ธรรมกายจัดมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนคือ เพื่อฟื้นฟูศีลธรรมในสังคม สิ่งใดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการฟื้นฟูศีลธรรมจะให้ทำอย่างไรล่ะ ถ้าไม่ชน
6. พวกอกหัก พวกนี้อดีตเคยเป็นคนในวัด แต่มีความมักใหญ่ใฝ่สูง อยากเด่นอยากดัง อยากได้โน่นนี่นั่น หลังจากใช้ความพยายามทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจแรงสติปัญญาอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้ตามที่หวัง ก็ต้องผิดหวัง เมื่อผิดหวังก็ผิดใจ เมื่อผิดใจก็เลยพยาบาท จึงตัดสินใจออกจากวัดไป แล้วกลับมาชำระแค้นด้วยวิธีการต่างๆ นานา
7. พวกแบ่งสีเพื่อหวังผลทางการเมือง เทคนิกง่ายนิดเดียว แค่ป้ายสีแดงให้ธรรมกาย ก็ทำให้พวกสีเหลืองทั้งหลายระคายเคืองใจได้แล้ว ความจริงที่คนวัดรู้กันคือ ธรรมกายสีขาว ไม่ว่าสีเหลืองหรือสีแดง เมื่อเข้าวัดมาปฏิบัติธรรมบำเพ็ญบุญ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นสีขาวทั้งหมด ความจริงก็เป็นอย่างนั้น วัดเป็นของสาธารณะ ใครจะเข้าก็ได้ ยินดีต้อนรับทั้งนั้น อย่าพยายามยัดเยียดให้วัดต้องเลือกข้างอีกเลยนะ มันลำบากใจ
8. พวกหูเบา พวกนี้เชื่อคนง่าย ตามกระแสไปเรื่อย เขาว่าอย่างไรก็เชื่อตามนั้น โดยที่ไม่ได้มาพิสูจน์ให้แน่ชัดเสียก่อน เพราะมัวแต่นั่งอยู่หน้าจอ ส่วนใหญ่เขาจะเรียกพวกนี้ว่านักเลงคีบอร์ด อย่างไรก็ตาม เมื่อคนกลุ่มนี้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง หรือมีกระแสที่ดีๆ เกิดขึ้นมากๆ พวกเขาก็พร้อมที่จะตามแสดีๆ ไปได้เช่นกัน
9. พวกที่ไม่เข้าใจจริงๆ พวกนี้บางคนก็เคยเข้ามาที่วัดแล้ว เมื่อพวกเขาเห็นการก่อสร้างใหญ่โต เห็นพิธีกรรมที่อลังการ ก็อาจจะรับไม่ได้ คือไม่คุ้นเคยน่ะ คิดว่าจะสร้างใหญ่ไปทำไม แต่พวกเขาก็ไม่ถึงกับต่อต้านหรอกนะ ถ้าได้รับการอธิบายดีๆ ก็อาจจะเข้าใจได้ง่าย จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนจะต้องช่วยกันอธิบายดีๆ ถ้าเจอคนประเภทนี้นะ
ยุคสมัยนี้มันไม่เหมือนกับเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ที่ใครจะใส่ร้ายป้ายสีวัดอย่างไรก็ได้ เพราะยุคนี้ข้อมูลข่าวสารมันถึงกันเร็วยิ่งกว่าจรวด ถ้าเอาเรื่องไม่จริงไปลง กลัวจะเสียชื่อเสียงเอาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์หรือทีวีช่องต่างๆ เห็นเงิบกันมาหลายครั้งแล้ว เพราะข้อมูลที่แท้จริงมันก็จะไปถึงประชาชนได้เร็วและกว้างไกลเช่นกัน ดังนั้นจะทำอะไรให้ระวังกันมากๆ นะ เดี๋ยวจะเสียภาพลักษณ์ดีๆ ที่อุตส่าห์สร้างมาตั้งนาน
ขอเน้นย้ำว่า วัดพระธรรมกายตั้งใจเผยแผ่ธรรมะอย่างจริงจัง เพื่อมุ่งหวังฟื้นฟูศีลธรรมโลกให้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง ไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นใดนอกจากนี้ ขอให้ทุกคนลองเปิดใจแล้วเข้ามาศึกษาดู เมื่อรู้ความจริงแล้ว ก็มาจับมือแล้วทำงานสร้างบารมีร่วมกัน
Cr.นักรบอิสระ
Translate
วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559
วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559
หลักฐาน “ธรรมกาย” ในคัมภีร์
หลักฐาน “ธรรมกาย” ในคัมภีร์
ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
ธรรมกาย แปลว่า กายอันเกิดจากธรรมคือโลกุตรธรรม พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญได้กล่าวถึงลักษณะของ “ธรรมกาย” ไว้ พอสรุปได้ว่า มีลักษณะคล้ายพระพุทธปฏิมากรแก้วใส เกตุดอกบัวตูม แต่ใสสว่างเย็นตาเย็นใจ หารัตนะใดเปรียบปานมิได้ ทรงไว้ซึ่งลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ประทับนั่งขัดสมาธิ เป็นกายในกายที่ละเอียดที่สุดของมนุษย์ หรือสัตวโลกทั้งหลาย เป็นกายประเสริฐ กล่าวคือเป็นกายบริสุทธิ์เป็นธาตุล้วน ธรรมล้วน ไม่ประกอบด้วยตัณหาราคะใดๆ และเหนือจากการปรุงแต่งทั้งปวง ไม่ตกอยู่ในกฎแห่งไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) เป็นกายที่เที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลงแปรผันไปตามเหตุปัจจัย เป็นตัวตนที่แท้จริง นอกจากนี้ ธรรมกาย ยังถือได้ว่าเป็นตัวพุทธศาสนาที่แท้ ไม่แบ่งแยกนิกาย ไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ ชาติและภาษา ผู้ที่ดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นได้เข้าถึงได้แน่นอน และจะได้ชื่อว่า เป็นพุทธบุตร พุทธธิดา เป็นพุทธศาสนิกชน และเป็นสมณะในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพราะอะไร ?
เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย ก็เสด็จอุบัติขึ้นด้วย พระธรรมกาย แล้วทรงเผยแผ่สั่งสอนชาวโลกจนกระทั่งเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระสาวกผู้เป็นอริยะทั้งหลายก็ได้นำมาเผยแผ่สืบต่อกันมา ดังมีหลักฐานปรากฏเกี่ยวกับเรื่อง “ธรรมกาย” ทั้งในพระไตรปิฎก และคัมภีร์สำคัญๆ ในพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทของเราก็หลายแห่ง กล่าวคือ ในพระไตรปิฎก ๔ แห่ง ในอรรถกถา ๒๘ แห่ง ในฎีกา ๗ แห่ง และคัมภีร์นอกจากนี้มีวิสุทธิมรรคเป็นต้นอีกหลายแห่ง อีกทั้งของฝ่ายมหายานก็ปรากฏหลักฐาน “ธรรมกาย” เป็นอันมาก ซึ่งจะได้นำเสนอเป็นลำดับไป คำว่า “ธรรมกาย” ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎก มีอยู่ ๔ แห่ง ทั้งหมดอยู่ในพระสูตร ครั้งแรกที่ปรากฏคือ อยู่ใน พระสูตรทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ในอัคคัญญสูตร (บาลีฉบับสยามรัฐเล่ม ๑๑ ข้อ ๕๕ หน้า ๙๑–๙๒ ความว่า
เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย ก็เสด็จอุบัติขึ้นด้วย พระธรรมกาย แล้วทรงเผยแผ่สั่งสอนชาวโลกจนกระทั่งเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระสาวกผู้เป็นอริยะทั้งหลายก็ได้นำมาเผยแผ่สืบต่อกันมา ดังมีหลักฐานปรากฏเกี่ยวกับเรื่อง “ธรรมกาย” ทั้งในพระไตรปิฎก และคัมภีร์สำคัญๆ ในพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทของเราก็หลายแห่ง กล่าวคือ ในพระไตรปิฎก ๔ แห่ง ในอรรถกถา ๒๘ แห่ง ในฎีกา ๗ แห่ง และคัมภีร์นอกจากนี้มีวิสุทธิมรรคเป็นต้นอีกหลายแห่ง อีกทั้งของฝ่ายมหายานก็ปรากฏหลักฐาน “ธรรมกาย” เป็นอันมาก ซึ่งจะได้นำเสนอเป็นลำดับไป คำว่า “ธรรมกาย” ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎก มีอยู่ ๔ แห่ง ทั้งหมดอยู่ในพระสูตร ครั้งแรกที่ปรากฏคือ อยู่ใน พระสูตรทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ในอัคคัญญสูตร (บาลีฉบับสยามรัฐเล่ม ๑๑ ข้อ ๕๕ หน้า ๙๑–๙๒ ความว่า
ยสส โข ปนสส วาเสฏฐา ตถาคเต สทธา นิวิฎฐา มูลชาตา ปติฎฐิตา ทฬหา อสํหาริยา สมเณน วา พราหมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พรหมุนา วา เกนจิ วา โลกสมึ ตสเสตํ กลลํ วาจาย ภควโตมหิ ปุตโต โอรโส มุขโต ชาโต ธมมโช ธมมนิมมิโต ธมมทายาโทติ ฯ ตํ กิสส เหตุ ฯ ตถาคตสส เหตํ วาเสฎฐา อธิวจนํ ธมมกาโย อิติปิ พรหมกาโย อิติปิ ธมมภูโต อิติปิ พรหมภูโต อิติปิ พรหมภูโต อิติปิ ฯ
ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ผู้ใดแล มีศรัทธาตั้งมั่น ในตถาคต เกิดขึ้นแล้ว แต่รากแก้ว คืออริยมรรค ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้หนึ่งผู้ใดในโลก ไม่พรากไปได้ ควรเรียกผู้นั้นว่าเป็นบุตร เป็นผู้เกิดแต่พระอุระ เกิดแต่พระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เกิดแต่พระธรรม เป็นผู้ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นผู้รับมรดกพระธรรม ข้อนั้นเพราะเหตุใด ? เพราะคำว่า ธรรมกาย ก็ดี พรหมกาย ก็ดี ธรรมภูต ก็ดี ว่า พรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต ฯ
คำว่า “ธรรมกาย” ในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นชื่อของตถาคต เป็นชื่อที่เรียกว่า “เนมิตตกนาม” คือเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นโดยคุณธรรมนิรมิตให้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ คือแจ่มชัดแก่บุคคลผู้เป็นธรรมกายเอง ไม่ต้องมีใครบอกหรือตั้งชื่อให้ เพราะมีอยู่จริง กล่าวคือเป็นกายที่เกิดจากคุณธรรมคือโลกุตรธรรม เพราะคำว่า “กาย” แปลว่า เป็นที่รวม เป็นที่ประชุม บอกถึงลักษณะของสิ่งที่ประกอบ รวมกันเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนเป็นรูปลักษณ์ไม่แยกกัน เหมือนดังเช่นกายมนุษย์ เป็นที่รวมของมหาภูตรูป ๔ เป็นต้นผสมผสานกันจนเป็นรูปกายที่เราเห็นกันได้ด้วยตาเนื้อ แต่ว่าเป็นกายเกิดจากโลกิยธรรม คือมีมนุษยธรรมเป็นประธาน
ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ผู้ใดแล มีศรัทธาตั้งมั่น ในตถาคต เกิดขึ้นแล้ว แต่รากแก้ว คืออริยมรรค ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้หนึ่งผู้ใดในโลก ไม่พรากไปได้ ควรเรียกผู้นั้นว่าเป็นบุตร เป็นผู้เกิดแต่พระอุระ เกิดแต่พระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เกิดแต่พระธรรม เป็นผู้ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นผู้รับมรดกพระธรรม ข้อนั้นเพราะเหตุใด ? เพราะคำว่า ธรรมกาย ก็ดี พรหมกาย ก็ดี ธรรมภูต ก็ดี ว่า พรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต ฯ
คำว่า “ธรรมกาย” ในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นชื่อของตถาคต เป็นชื่อที่เรียกว่า “เนมิตตกนาม” คือเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นโดยคุณธรรมนิรมิตให้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ คือแจ่มชัดแก่บุคคลผู้เป็นธรรมกายเอง ไม่ต้องมีใครบอกหรือตั้งชื่อให้ เพราะมีอยู่จริง กล่าวคือเป็นกายที่เกิดจากคุณธรรมคือโลกุตรธรรม เพราะคำว่า “กาย” แปลว่า เป็นที่รวม เป็นที่ประชุม บอกถึงลักษณะของสิ่งที่ประกอบ รวมกันเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนเป็นรูปลักษณ์ไม่แยกกัน เหมือนดังเช่นกายมนุษย์ เป็นที่รวมของมหาภูตรูป ๔ เป็นต้นผสมผสานกันจนเป็นรูปกายที่เราเห็นกันได้ด้วยตาเนื้อ แต่ว่าเป็นกายเกิดจากโลกิยธรรม คือมีมนุษยธรรมเป็นประธาน
คำว่า พรหมกาย แปลว่า เป็นผู้มีกายอันประเสริฐบริสุทธิ์ มิใช่หมายถึงกายของพระพรหม เพราะมุ่งหมายเฉพาะพระตถาคต
คำว่า ธรรมภูต แปลว่า ผู้มีธรรม หรือ เป็นธรรมเป็นๆ มิใช่เป็นธรรม (ตาย) ที่อยู่ในคัมภีร์ แต่ก็มิใช่เป็นธรรมที่มีชีวะ ตามความเข้าใจของวิสัยปุถุชน เพราะเป็นวิสัยของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ละเอียดไม่สามารถจับต้องด้วยมือหรือมองเห็นด้วยตาเนื้อได้
คำว่า พรหมภูต บอกถึงลักษณะสภาวะอันประเสริฐบริสุทธิ์
นอกจากนี้ยังได้บอกถึงปฏิปทาของผู้ที่จะได้ชื่อว่า เป็นบุตร ฯลฯ เป็นผู้รับมรดกพระธรรม ของพระตถาคตที่ทรงพระนามว่า ธรรมกาย แล้วจะต้องเป็นผู้มีศรัทธาตั้งมั่น เกิดขึ้นแล้วแต่รากแก้ว คืออริยมรรค กล่าวคือ ดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว อันใครๆ ก็ตามไม่สามารถให้หวั่นไหวได้ ตามหลักพระพุทธศาสนาผู้ที่มีศรัทธาไม่หวั่นไหวที่เรียกว่า อจลศรัทธา อย่างต่ำก็ต้องเป็นพระโสดาบันขึ้นไปจึงจะรู้ชัดว่าธรรมกาย มิใช่เป็นเพียงชื่อดังอันธปุถุชนเข้าใจกัน แต่เป็นกายแท้จริงที่เกิดจากโลกุตรธรรมฯ
พระบาลีสูตรที่ ๒ เกี่ยวกับ ธรรมกาย ปรากฎใน พระสูตรขุททกนิกาย อปทาน มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน ที่ ๗ ฉบับสยามรัฐ เล่ม ๓๓ ข้อ ๑๕๗ หน้า ๒๘๔ ว่า
อหํ สุคต เต มาตา ตุวํ ธีรา ปิตา มม สทฺธมฺมสุขโท นาถ ตยา ชาตมฺหิ โคตม ฯ สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยา ฯ มุหุตฺตํ ตณฺหาสมนํ ขีรํ ตฺวํ ปายิโต มยา ตยาหํ สนฺตมจฺจนฺตํ ธมฺมขีรมฺปิ ปายิตา พนฺธนารกฺขเน มยฺหํ อนโณ ตฺวํ มหามุเน ปตฺตกามิตฺถิโย ยาจํ ลภนฺติ ตาทิสํ สุตํ ฯ
ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์ ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์เป็นพระบิดาของหม่อมฉัน ข้าแต่พระโลกนาถ พระองค์เป็นผู้ประทานความสุขอันเกิดจากพระสัทธรรมให้หม่อมฉัน ข้าแต่พระโคดม หม่อมฉันเป็นผู้อันพระองค์ให้เกิด ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต ธรรมกาย อันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว หม่อมฉันให้พระองค์ดูดดื่มน้ำนมอันระงับเสียได้ซึ่งความอยากชั่วครู่ แม้น้ำนม คือพระสัทธรรมอันสงบระงับล่วงส่วน พระองค์ก็ให้หม่อมฉันดูดดื่มแล้ว ข้าแต่พระมุนี ในการผูกมัดและรักษา พระองค์ชื่อว่า มิได้เป็นหนี้หม่อมฉัน หม่อมฉันได้ฟังมาว่า สตรีทั้งหลายผู้ปรารถนาบุตร บวงสรวงอยู่ ก็ย่อมจะได้ บุตรเช่นนั้น (แปลเป็นไทย ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ หน้า ๕๔๒)
ในคาถานั้นข้าพเจ้าจะอธิบายความตามนัยแห่งพระสูตรและของครูธรรมกายทั้งหลาย เฉพาะคำที่ควรอธิบายดังต่อไปนี้
คำว่า "เป็นมารดา" ได้แก่ เป็นมารดาในวัฏฏะ อธิบายว่า หม่อมฉันเป็นมารดาเลี้ยงดูพระองค์ให้เจริญเติบโตในวัฏฏสงสารอันประกอบด้วยความทุกข์และความโศกพิไรรำพันอันเหล่าสัตว์พากันเพลิดเพลินอยู่ด้วยอำนาจกิเลสทั้งหลาย
คำว่า "เป็นพระบิดา" ได้แก่ เป็นบิดาในวิวัฏฏะ อธิบายว่า พระองค์เป็นบิดาของหม่อมฉันในวิวัฏฏะคือพระนิพพาน คือให้หม่อมฉันข้ามพ้นวัฏสงสารอันประกอบด้วยทุกข์ไปสู่พระนิพพานอันเป็นภูมิสถานมีความสุขโดยส่วนเดียวแท้จริง พระอริยสาวกผู้เข้าถึงธรรม (ธรรมกาย) ตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป ย่อมทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยสนิทสนมว่า "บิดาของเรา" หรือกล่าวว่า "เราเป็นบุตร เป็นโอรสผู้เกิดจากธรรม (ธรรมกาย)" แม้พระผู้มีภาคเจ้าก็ตรัสเรียกพระอริยสาวกผู้เข้าถึงธรรมแล้วว่า "บุตรของเราธิดาของเรา"
คำว่า "เป็นผู้อันพระองค์ให้เกิดแล้ว" อธิบายว่า หม่อมฉันเป็นผู้อันพระองค์ให้อุบัติโดยธรรม คือ ธรรมกาย ในโลกุตรภูมิ
คำว่า "รูปกาย" อธิบายว่า กายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ อันมีใจครอง มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด ของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันให้เจริญเติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสดอย่างดี มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา
คำว่า "ของพระองค์" คือ เฉพาะของพระองค์อันวิจิตรดีลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ อันเกิดมีด้วยบุญกรรมที่พระองค์สั่งสมมาดีแล้วตลอด ๔ อสงไขยแสนกัลป์
คำว่า "ธรรมกาย" ได้แก่ กายตรัสรู้ธรรมอันเป็นโลกุตร ประกอบด้วยธรรมขันธ์อันบริสุทธิ์ล้วน มีความเที่ยงแท้ยั่งยืนเป็นธรรมดา เพราะเว้นจากขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น อันไม่บริสุทธิ์
คำว่า "น่าเพลิดเพลิน" อธิบายว่า ธรรมกาย นำความสุขมาให้โดยส่วนเดียวแก่หม่อมฉันผู้เข้าถึงและเห็นอยู่ หรือ ชื่อว่า "น่าเพลิดเพลิน" เพราะเป็นกายที่วิจิตรรุ่งเรืองด้วยบารมีธรรมอันหม่อมฉันสั่งสมไว้ดีแล้วตลอดแสนกัลป์ อนึ่ง ชื่อว่า "น่าเพลินเพลิน" เพราะเป็นกายที่วิจิตรงดงามด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ อันใสบริสุทธิ์ดุจแก้วมณี ย่อมนำมาซึ่งความเพลิดเพลินยินดีแก่หม่อมฉันผู้เข้าถึงและเห็นอยู่ เหมือนรูปกายของพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งวิจิตรงดงามด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการเป็นต้น อันถึงพร้อมด้วยบุญลักษณะนับด้วยร้อยย่อมเป็นที่เพลิดเพลินเจริญนัยน์ตาของชาวโลกผู้แลดูอยู่ไม่รู้จักเบื่อหน่ายฉะนั้นฯ
คำว่า "อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว" อธิบายว่า อันพระองค์ทรงประกาศอริยมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ อันเป็นเหตุให้เห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ แก่หม่อมฉันผู้ปฏิบัติตามอยู่ ชื่อว่า ทรงยังธรรมกายของหม่อมฉันให้เติบโตแล้ว ฉะนั้นฯ
คำว่า “ธรรมกาย” ใน พระบาลีพระสูตรที่ ๔ ขุททกนิกาย อปทาน อัตถสันทัสสกเถราปทาน ที่ ๗ ฉบับสยามรัฐ เล่ม ๓๒ ข้อ ๑๓๙ หน้า ๒๔๓ ว่า
ธมมกายญจ ทีเปนติ เกวลํ รตนากรํ วิโกเปตุ น สกโกนติ โก ทิสวา นปปสีทติ.
แปลว่า อนึ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงแสดง ธรรมกาย อันเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะทั้งสิ้น กิเลสทั้งหลายไม่สามารถทำให้ทรงอ่อนกำลังได้ ใครเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า
คาถานี้ ท่านพระอัตถสันทัสสกเถระ ระลึกถึงการสร้างบารมีในอดีตชาติ ในครั้งที่ท่านเกิดเป็นพราหมณ์ แล้วกล่าวสรรเสริญพระปทุมมุตระพุทธเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าจะอธิบายความตามนัยยะแห่งพระสูตร อรรถกถา และนัยยะแห่งครูธรรมกายทั้งหลาย เฉพาะคำที่ควรอธิบาย ดังต่อไปนี้
คำว่า ทรงแสดงธรรมกาย ได้แก่ ทรงประกาศ คือทรงทำภาวลักษณะแห่งธรรมกายให้ปรากฏ
คำว่า เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ ได้แก่ เป็นที่เกิด เป็นที่สถิตหรือเป็นที่ปรากฏแห่งรัตนะ คือพระรัตนตรัย แห่งรัตนะคือโพชฌงค์ ๗ และแห่งรัตนะคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ
อธิบายว่า ธรรมกาย ย่อมเป็นที่สถิตเป็นที่ปรากฏอยู่แห่งพระรัตนตรัยคือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะอันยอดเยี่ยมจะหารัตนะใดในภพสามเสมอมิได้เลย ดังที่ตรัสไว้ในรัตนสูตรนั้นถ้าว่า บ่อเกิดแห่งรัตนตรัยคือธรรมกาย ธรรมกายก็คือพระพุทธเจ้า เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะเช่นกัน ดังที่ท่านพระเสลเถระกล่าวไว้ในอุปทานว่า "พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่อาศัยแห่งมนต์คือความรู้ เป็นบุญเขตของผู้แสวงหาความสุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ ฯ"
แท้จริง เพราะความปรากฏแห่ง ธรรมกาย จึงทำพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายให้ถึงความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพุทธรัตนะได้ เพราะความปรากฏแห่งธรรมกาย พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงตรัสรู้ธรรมได้คือทั้งรู้ทั้งเห็นธรรม เป็นธรรมรัตนะ เป็นพระธรรมดวงแก้ว สามารถกำจัดมลทินคือกิเลสทั้งหลายได้จริง และเพราะความปรากฏแห่งธรรมกาย พระสงฆ์จึงเป็นอริยสงฆ์ เป็นสังฆรัตนะอย่างแท้จริง และเป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกได้ เพราะฉะนั้น ธรรมกาย จึงเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนตรัยด้วยประการฉะนี้ฯ
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อ ธรรมกาย คือ พระตถาคตเจ้าปรากฏ รัตนะ คือ โพชฌงค์ ๗ จึงปรากฏ ดังที่ตรัสไว้ในจักกวัตติสูตร ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรคว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏ รัตนะคือ โพชฌงค์ ๗ จึงปรากฏฯ “ อนึ่ง ธรรมกาย เป็นบ่อเกิดแห่งธรรมวินัยย่อมมีรัตนะมากมาย คือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ รวมเรียกว่าโพธิปักขิยธรรม อันเป็นธรรมฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ ๓๗ ประการ ย่อมมีในธรรมกายนี้เหมือนกันฯ
คำว่า กิเลสทั้งหลายไม่สามารถทำให้ทรงอ่อนกำลังได้ มีอธิบายว่า กิเลสทั้งหลายไม่อาจทำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายให้พินาศ คือให้พ่ายแพ้ได้อีก ดังที่ตรัสไว้ในขุททกนิกายธรรมบทว่า
“กิเลสชาตมีราคะเป็นต้น อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงชนะแล้ว อันพระองค์ย่อมไม่กลับแพ้อีก” ฯ
คำว่า ใครเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า มีอธิบายว่า คำว่า “ใคร” ในที่นี้หมายเอาบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ มีบุญสมภารอันสั่งสมไว้มากมายในพุทธศาสนา และไม่เป็นผู้มากด้วยความริษยา เห็นพระสัมพุทธเจ้าแล้วย่อมเกิดความเลื่อมใส ผู้ไม่เลื่อมใสมีประมาณน้อยนัก
ด้วยว่าบุคคลผู้ชอบรูป เมื่อเห็นพระสรีระของพระตถาคต อันประดับด้วยพระมหาปุริสลักษณะและอนุพยัญชนะมีพระฉวีวรณดุจทองคำ รุ่งโรจน์ด้วยพระฉัพพรรณรังสีมี ๖ สี ย่อมเลื่อมใส
บุคคลผู้ชอบเสียง ฟังพระสุรเสียงที่ทรงแสดงธรรมเทศนา ดุจเสียงของนกการเวก หรือดุจเสียงของท้าวมหาพรหม ย่อมเลื่อมใส
บุคคลผู้ชอบถือการปฏิบัติเศร้าหมองเรียบง่าย เห็นความที่พระองค์เป็นผู้เรียบง่ายในการใช้ปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้นที่ปอนๆ (แต่สะอาด) ย่อมเลื่อมใส
บุคคลผู้ชอบถือธรรมเป็นประมาณ ได้ทราบคุณ มีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้นก็ดี ได้เห็น อิทธิปาฏิหาริย์เป็นต้นก็ดี ของพระตถาคตเจ้าแล้ว ย่อมเลื่อมใส นี้เป็นปริยายเบื้องต่ำ
อนึ่ง การเห็นโดยปริยายเบื้องต่ำ ซึ่งเป็นการเห็นด้วยมังสจักษุ แล้วเกิดความเลื่อมใส ย่อมนำมาซึ่งการเห็นโดยปริยายเบื้องสูง คือการเห็น ธรรมกาย อันเป็นองค์พระตถาคตเจ้าแท้จริงด้วยปัญญาจักษุ ของพระอริยสาวกทั้งหลายอันเป็น ทัสสนานุตริยะ (การเห็นอย่างยอดเยี่ยม) ย่อมนำมาซึ่งความเลื่อมใสอย่างแท้จริง และเป็นการเห็นที่ทำให้พ้นจากทุกข์นำสุขมาให้ เหมือนคนเลี้ยงโคชื่อธนิยะ ได้เห็น ธรรมกาย ของพระตถาคตเจ้าแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้นฉะนั้นฯ
ส่วนบุคคลผู้ประกอบด้วยความเห็นผิด (พวกมิจฉาทิฏฐิ) เช่น ครูทั้ง ๖ มีปูรณกัสสปเป็นต้น ก็ตาม คนผู้มีบุญสมภารอันสั่งสมไว้น้อย และเป็นอันธพาลบุคคล ดังเช่นภรรยาของนายสุมนมาลาการเป็นต้นก็ตาม คนผู้มากไปด้วยความริษยาในคุณความดีของผู้อื่น ดังเช่นพระเทวทัตเป็นต้นก็ตาม แม้เกิดร่วมสมัยกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เห็นความงามแห่งพุทธสรีระอันประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการเป็นต้นก็ตาม ได้เห็นอิทธิปาฏิหาริย์อันมหัศจรรย์ไม่ทั่วไปแก่พระสาวกก็ตาม ได้ยินกิตติศัพท์อันงามที่ฟุ้งขจรไปก็ตาม ย่อมไม่เลื่อมใส
หลักฐานคำว่า "ธรรมกาย" ในพระไตรปิฎกซึ่งมีอยู่ในพระสูตร ๔ แห่ง ผู้เขียนได้นำเสนอไปแล้วในวารสารกัลยาณมิตร ๔ ฉบับ และได้ปรับแปลข้อความในบางตอนที่เห็นว่าเข้าใจยากและคลุมเครือเสียใหม่ตามสมควร พร้อมทั้งแสดงทัศนะอธิบายเพิ่มเติมเฉพาะคำที่ยากไปแล้ว ในฉบับแต่นี้ไปผู้เขียนจะได้เสนอหลักฐานคำว่า "ธรรมกาย" ในคัมภีร์ชั้นรอง เช่น อรรถกถา ฎีกา เป็นต้น และหลักฐานอื่นๆ ที่ปรากฏในฝ่ายเถรวาทของไทยก่อน โดยจะนำเสนอตามลำดับผู้แต่งคัมภีร์ คำใดที่กล่าวซ้ำกันหลายแห่งก็ดี มีบริบทใกล้เคียงที่คล้ายกันก็ดี หรือเป็นบทขยายคำหรือข้อความเดียวกันก็ดี ผู้เขียนก็จะได้นำมาเขียนอ้างไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้เห็นทัศนะการแต่งและความเข้าใจหรือความรู้แจ้งเกี่ยวกับ "ธรรมกาย" ของผู้แต่งคัมภีร์ในภายหลังแต่ละท่าน หากที่ใดยังไม่ชัดเจนเห็นสมควรจะอธิบายขยายความเพิ่มเติม ผู้เขียนก็จะแสดงทัศนะเพิ่มเติมตามนัยแห่งคัมภีร์อื่นและจากครูอาจารย์ธรรมกายต่อไป
สำหรับผู้แต่งคัมภีร์ท่านแรกที่ในแวดวงของนักเรียนบาลีรู้จักกันดีในฐานะพระอรรถกถาจารย์ผู้มีชื่อเสียงเป็นอมตะ นั่นคือ พระพุทธโฆสาจารย์ ท่านเกิดใกล้กับพุทธคยา ประเทศอินเดีย (ในราว พ.ศ.๙๐๐) ภายหลังได้เดินทางไปลังกาเพื่อแปลอรรถกถาจากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธ (บาลี) ให้เราได้ศึกษาภาษาบาลีกันได้ง่ายขึ้น และคำว่า "ธรรมกาย" ก็ได้ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาที่ท่านรจนา(แต่ง)ขึ้นหลายแห่ง ซึ่งผู้เขียนจะได้นำเสนอไว้ดังนี้
๑. คำว่า "ธมฺมกายสมฺปตฺติ" ปรากฏข้อความซ้ำกันในอรรถกถา ๔ แห่ง คือ
(๑) อรรถกถา พระวินัย ชื่อ สมันตปาสาทิกา ภาค ๑ หน้า ๑๓๒ (๒) อรรถกถา ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ชื่อ ปรมัตถโชติกา ๑๗/๐/๙๕ (๓) ปกรณ์พิเศษ ชื่อ วิสุทธิมรรค ภาค ๑ หน้า ๒๗๐ และ (๔) อรรถกถา ขุททกนิกาย มหานิทเทส ชื่อ สัทธัมมปัชโชติกา (เล่มนี้แต่งโดยพระอุปเสนะ ) ๔๕/๕๐/๒๖๓ มีข้อความดังนี้
อาห เจตฺถ ภคฺคราโค ภคฺคโทโส ภคฺคโมโห อนาสโว ภคฺคสฺส ปาปกา ธมฺมา ภควา เตน วุจฺจตีติ. ภาคฺยวตาย จสฺส สตปุญฺญลกฺขณธรสฺส รูปกายสมฺปตฺติ ทีปิตา โหติ ภคฺค โทสตาย ธมฺมกายสมฺปตฺติ ฯ
คำแปล : อนึ่ง ในตอนนี้ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงหักราคะได้แล้ว ทรงหักโทสะได้แล้ว ทรงหักโมหะได้แล้ว หาอาสวะมิได้ ธรรมอันเป็นบาปทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงหักเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงเฉลิมพระนามว่า "ภควา" ก็ความถึงพร้อมด้วยรูปกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรงบุญลักษณะนับร้อย ย่อมเป็นอันท่านแสดงแล้ว ด้วยความที่พระองค์ทรงมีพระกายสมส่วน ความถึงพร้อมแห่ง พระธรรมกาย ย่อมเป็นอันท่านแสดงแล้ว ด้วยความที่พระองค์ทรงหักโทสะได้แล้ว .
อาห เจตฺถ ภคฺคราโค ภคฺคโทโส ภคฺคโมโห อนาสโว ภคฺคสฺส ปาปกา ธมฺมา ภควา เตน วุจฺจตีติ. ภาคฺยวตาย จสฺส สตปุญฺญลกฺขณธรสฺส รูปกายสมฺปตฺติ ทีปิตา โหติ ภคฺค โทสตาย ธมฺมกายสมฺปตฺติ ฯ
คำแปล : อนึ่ง ในตอนนี้ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงหักราคะได้แล้ว ทรงหักโทสะได้แล้ว ทรงหักโมหะได้แล้ว หาอาสวะมิได้ ธรรมอันเป็นบาปทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงหักเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงเฉลิมพระนามว่า "ภควา" ก็ความถึงพร้อมด้วยรูปกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรงบุญลักษณะนับร้อย ย่อมเป็นอันท่านแสดงแล้ว ด้วยความที่พระองค์ทรงมีพระกายสมส่วน ความถึงพร้อมแห่ง พระธรรมกาย ย่อมเป็นอันท่านแสดงแล้ว ด้วยความที่พระองค์ทรงหักโทสะได้แล้ว .
ขยายความ : คำว่า ธมฺมกายสมฺปตฺติ แปลว่า ความถึงพร้อม หรือความสำเร็จแห่งพระธรรมกาย หมายถึง เข้าถึงกายอันเป็นโลกุตตระ คือ ธรรมกายพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหัตอย่างพร้อมบริบูรณ์ เพราะอาศัยอริยมรรคญาณหัก คือทำลายธรรมที่มีโทษทั้งหมดได้เป็นลำดับและสำเร็จอย่างเด็ดขาด พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า "ภคฺคโทส" คือหักโทษทั้งปวงได้แล้ว มิได้หมายเพียงหักโทสะได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายรวมอกุศลมูลทั้งหมด คือ ทั้งราคะ โทสะ และโมหะ ซึ่งเป็นรากเหง้าของธรรมที่มีโทษทั้งมวล พระองค์ก็ทรงหักทำลายได้อย่างเด็ดขาดแล้ว
อีกนัยหนึ่ง ที่ท่านยกโทสะเป็นประธาน เพราะโทสะเป็นกิเลสที่มีอาการปรากฏชัดรู้ได้ง่าย เช่น คนที่โกรธแล้วย่อมแสดงอาการทางกายบ้าง ทางวาจาบ้างให้ปรากฏ ทางกาย เช่น มีสีหน้าบึ้งตึง หน้าแดงตาแดงกร่ำ ทำร้ายตนหรือผู้อื่นด้วยกายบ้าง ทางวาจา เช่น ด่า บริภาษผู้อื่นบ้าง ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาตว่า
"คนโกรธมีผิวพรรณทราม ย่อมนอนเป็นทุกข์ ถือเอาสิ่งที่ เป็นประโยชน์แล้ว แต่กลับปฏิบัติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ ทำปาณาติบาตด้วยกายและวาจา... คนโกรธฆ่าบิดาก็ได้ ฆ่ามารดาของตนก็ได้ ฆ่าพระขีณาสพก็ได้ ฆ่าปุถุชนก็ได้... เป็นต้น "
อนึ่ง ท่านยกโทสะเป็นประธานก็จริง ถึงกระนั้นก็ยังคงหมายเอาถึงกิเลสทั้ง ๓ ตระกูล คือ ทั้งราคะ โทสะและโมหะ อยู่นั่นเอง คนจึงแสดงความโกรธ ให้ปรากฏเห็นได้ชัดดังที่ตรัสไว้ในจัณฑสูตร ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ว่า
"คนที่ยังละราคะ...ละโทสะ...ละโมหะไม่ได้ เมื่อถูกคนอื่นยั่วให้โกรธ ย่อมแสดงความโกรธให้ปรากฏ ผู้นั้นจึงนับได้ว่าเป็นคนดุ "
ก็กิริยาเหล่านี้ที่แสดงถึงความเป็นผู้ยังละธรรมอันมีโทษ คือ ราคะโทสะและโมหะ หาได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พร้อมมูลด้วย ธรรมกาย ดังกล่าวไม่ ฉะนั้น พระองค์จึงทรงได้เนมิตตกนามว่า ภควา อันเป็นพระนามในอรหัตผลในลำดับแห่งอรหัตมรรคเพราะทรงหักธรรมที่มีโทษทั้งหลายได้ด้วยอรหัตมรรคญาณของ ธรรมกาย ด้วยประการฉะนี้
(จบ ธมมฺกายสมฺปตฺติ ตอนที่ ๑)
มหาธรรมกายเจดีย์
มหาธรรมกายเจดีย์
สัญลักษณ์แห่งสันติภาพโลก
มหาธรรมกายเจดีย์นับว่าเป็นมหาเจดีย์แห่งพระรัตนตรัย เกิดขึ้นจากการนำของพระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) โดยดำริจะสร้างศาสนสถานให้เป็นศูนย์กลางการรวมใจและการประพฤติปฏิบัติธรรมของชาวพุทธทั่วโลก ซึ่งศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายและพุทธศาสนิกชนทั่วโลกได้ร่วมใจกันสถาปนาขึ้นตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2537 เรื่อยมา โดยเป้าหมายในการก่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ก็เพื่อไว้เป็นสถานที่สำหรับสร้างสันติภาพโลกให้แก่มวลมนุษยชาติ โดยเริ่มจากการพัฒนาสันติสุขภายในใจของแต่ละบุคคล เพราะแท้จริงแล้ว สันติภาพโลกเป็นผลพลอยได้จากใจที่เปี่ยมไปด้วยสันติสุข และความบริสุทธิ์ของทุกๆ คนที่เกิดขึ้นจากใจที่หยุดนิ่งจากการทำสมาธิ(Meditation) สันติสุขภายในจะผสานความแตกต่างและแตกแยก และสร้างปณิธานแห่งสันติภาพโลกร่วมกัน
ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องมีสถานที่รองรับผู้คน ซึ่งกำลังค้นหาบางสิ่งที่จะเติมเต็มให้กับชีวิตและจิตใจ และความสุขที่เป็นอิสระจากวัตถุภายนอกและสภาวะแวดล้อม นอกจากการพัฒนาอานุภาพของจิตผ่านการเจริญสมาธิภาวนาแล้ว ยังมีการปลูกฝังศีลธรรมให้กับผู้ที่สนใจ ดังนั้นจึงได้มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย อันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ มหาธรรมกายเจดีย์ เป็นหนึ่งในศาสนสถานในโครงการก่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีส่วนประกอบในโครงการนี้ 3 ส่วน คือ
1. องค์มหาธรรมกายเจดีย์
2. ลานธรรม
3. มหารัตนวิหารคด
องค์มหาธรรมกายเจดีย์ มีลักษณะเป็นทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางที่ฐาน 194.40 เมตร ความสูง 32.40 เมตร มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่
พุทธรัตนะ
พุทธรัตนะ
พุทธรัตนะ คือ ส่วนโดมและเชิงลาดสีทอง ด้านนอกเจดีย์ประดิษฐานพระธรรมกายประจำตัว 300,000 องค์ และด้านในเจดีย์อีก 700,000 องค์ ฐานองค์พระจารึกรายนามของผู้มีบุญที่ร่วมสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัวประดิษฐานไว้ ณ มหาธรรมกายเจดีย์แห่งนี้ด้วย องค์พระธรรมกายประจำตัวมีความสูง 18 เซนติเมตร หล่อด้วยโลหะซิลิกอนบรอนซ์ยิงอนุภาคทองคำแท้เคลือบพื้นผิวด้านนอกองค์พระและจารึกชื่อของผู้เป็นเจ้าของไว้ที่ฐานองค์พระ เพื่อเป็นอนุสรณ์ของชีวิต และเป็นทางมาแห่งบุญที่จะเกิดขึ้นกับผู้สร้างนานนับพันปีเท่าอายุขององค์พระ นอกจากนี้ภายในเจดีย์ยังประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระบรมพุทธเจ้า
พระประธานในมหาธรรมกายเจดีย์ หล่อจากเงินแท้ หนัก 14 ตัน มีความสูง 4.50 เมตร หน้าตักกว้าง 4.50 เมตร ทั้งองค์พระธรรมกายประจำตัวและองค์พระบรมพุทธเจ้าสร้างตามลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ปรากฏหลักฐานในพระไตรปิฎก และแบบเดียวกับพระธรรมกายภายในที่ปรากฏในตัวมนุษย์ทุกคน
ธรรมรัตนะ
ธรรมรัตนะ เป็นวงแหวนเชิงลาดสีขาวโดยรอบมหาธรรมกายเจดีย์ แทนพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงสัญลักษณ์ที่แผ่ขยายออกไปประดุจธรรมจักร เป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างพุทธรัตนะและสังฆรัตนะ มีความกว้าง 10.8 เมตร
สังฆรัตนะ
สังฆรัตนะ เป็นพื้นที่ขั้นบันไดวงแหวน ลดหลั่นลงมา จำนวน 22 ขั้น ถัดจากธรรมรัตนะ ใช้สำหรับพระภิกษุนั่งปฏิบัติธรรมและประกอบพิธีจำนวน 10,000 รูป หินแกรนิตที่นำมาประกอบเป็นธรรมรัตนะและสังฆรัตนะ เป็นหินแกรนิตคุณภาพดี เนื้อหินมีความสม่ำเสมอ มีความหนามากกว่าหินแกรนิตทั่วไปในท้องตลาด สั่งตัดพิเศษตามลัษณะโครงสร้างของมหาธรรมกายเจดีย์ ใช้วิธีการปูลอยนั่งบนที่ทำจากฐานสแตนเลสชนิดพิเศษ ถัดลงมารอบองค์มหาธรรมกายเจดีย์เป็นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ใช้เป็นลานเวียนประทักษิณของพระภิกษุสงฆ์และสระน้ำ และถัดออกไปวงนอกเป็นลานเวียนประทักษิณของสาธุชนตามลำดับ
โครงสร้างขององค์มหาธรรมกายเจดีย์นั้นสร้างขึ้นจาก Super Structure Concrete ซึ่งเป็นคอนกรีตส่วนผสมพิเศษที่สามารถรับกำลังอัดได้มากกว่าโครงสร้างปกติถึง 3 เท่า พื้นผิวทั้งหมดไม่กระทบกับฝนและแดด ความร้อนและความเย็นก็ไม่กระทบโดยตรง จึงทนทานต่อการกัดกร่อนมากกว่า และสามารถอยู่ได้นานนับพันปี เสาเข็มขององค์มหาธรรมกายเจดีย์หล่อด้วยคอนกรีตผสมพิเศษหุ้มสแตนเลส เพื่อให้ทนต่อการกัดกร่อน
ประเภทของมหาธรรมกายเจดีย์
ในครั้งพุทธกาล พระพุทธองค์ตรัสบอกกับพระอานนท์ถึงประเภทของมหาเจดีย์ไว้ว่ามี 4 ประเภท มหาธรรมกายเจดีย์เป็นมหาเจดีย์ 3 จาก 4 ประเภท ได้แก่
ธาตุเจดีย์ ได้แก่ พระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมหาธรรมกายเจดีย์ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน
อุทเทสิกเจดีย์ ได้แก่ พระพุทธรูป ซึ่งมหาธรรมกายเจดีย์มีพระธรรมกายประจำตัวด้านนอก 300,000 องค์ ด้านใน 700,000 องค์ และพระบรมพุทธเจ้าที่ประดิษฐานเป็นองค์ประธานอยู่ภายในส่วนโดมของมหาธรรมกายเจดีย์
ธรรมเจดีย์ ได้แก่ สถานที่เก็บพระคัมภีร์ พระธรรมคำสอน และพระไตรปิฎก ตลอดจนตำราการเรียนรู้พระพุทธศาสนา ซึ่งมหาธรรมกายเจดีย์ได้บรรจุพระไตรปิฎก หนังสือ ตำราพระพุทธศาสนา และซีดีรอมวิชาบาลีไว้ในส่วนธรรมรัตนะด้วย
ประวัติศาสตร์การสถาปนามหาธรรมกายเจดีย์
มหาธรรมกายเจดีย์ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ห่างจากอดีตสนามบินดอนเมือง ไปทางทิศเหนือประมาณ 16 กิโลเมตร การสถาปนามหาธรรมกายเจดีย์ดำเนินมาเป็นลำดับ นับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2538 โดยเริ่มอยู่ธุดงค์กลั่นแผ่นดิน ร่วมกันอธิษฐานจิตให้แผ่นดินที่จะสร้างมหาธรรมกายเจดีย์มีความสะอาดบริสุทธิ์ วันที่ 8 กันยายน 2538 ตอกเสาเข็มต้นแรกมหาธรรมกายเจดีย์ 1 กันยายน 2539 เทคอนกรีตฐานรากมหาธรรมกายเจดีย์ 26 กันยายน 2539 ตอกเสาเข็มต้นสุดท้าย 11 กุมภาพันธ์ 2541 ประดิษฐานพระบรมพุทธเจ้า ณ โดมมหาธรรมกายเจดีย์ และเมื่อองค์มหาธรรมกายเจดีย์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จึงมีการหล่อและประดิษฐานองค์พระธรรมกายประจำตัวภายนอกและภายในเรื่อยมาจนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553
หากไม่มีการบังเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และวิชชาธรรมกาย มหาธรรมกายเจดีย์ก็จะไม่มีวันปรากฏขึ้นบนโลกใบนี้ เพราะมหาธรรมกายเจดีย์เป็นประดุจสิ่งแทนความบริสุทธิ์จากดินแดนของพระอริยเจ้า ซึ่งจะรังสรรค์สันติภาพและสันติสุขให้บังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ด้วยความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก
สันติภาพที่จะยืนยงคงอยู่นับพันปี
พระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) มีความปรารถนาที่จะเห็นโลกใบนี้มีสันติสุขจากพุทธธรรม ด้วยการทำสมาธิภาวนานานนับพันปี ดังนั้น สถาปนิกและวิศวกรของโครงการก่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ได้ทำการวิจัยอย่างละเอียดจริงจังในด้านของวัสดุก่อสร้าง ซึ่งจากการสืบหลักฐานประวัติศาสตร์ของสิ่งก่อสร้างที่มีอายุยืนนานนับพันปี จึงได้ข้อสรุปว่าวัสดุที่จะใช้ในโครงสร้างของธรรมกายเจดีย์ คือ “คอนกรีต” และ “เหล็ก” เนื่องจากพบหลักฐานจากพีรามิดโบราณของอียิปต์ ซึ่งชาวอียิปต์ในเวลานั้น ได้ใช้หินปูนขาวเพื่อผนึกก้อนหินของพีระมิดเข้าด้วยกัน หลายพันปีผ่านมาจนถึงปัจจุบัน หินปูนขาวนั้นก็ยังคงอยู่คู่กับพีระมิด
ดังนั้น เราจึงพบว่า “คอนกรีต” จะเป็นสิ่งคงทนถาวร ที่จะรองรับมหาธรรมกายเจดีย์ไปนานนับพันปี ในที่สุด คอนกรีตสูตรพิเศษ ได้ถูกส่งไปยังประเทศเดนมาร์กเพื่อทดสอบในห้องทดลองในปี 2538 และผลการทดสอบได้ยืนยันคอนกรีตสูตรนี้ ว่าเป็นคอนกรีตที่คงทนถาวรมากที่สุดสูตรหนึ่งบริษัทวิจัยอีกแห่งหนึ่งคือบริษัทซีแพค ในสหรัฐอเมริกา ยังได้ทำการรับรองความคงทนถาวรของคอนกรีตสูตรพิเศษสำหรับมหาธรรมกายเจดีย์ เป็นหน่วยงานที่สอง สำหรับส่วนที่รองรับพระพุทธรูปประจำตัวจำนวนสามแสนองค์ ทั้งบนโดมและส่วนเชิงลาดของพระมหาธรรมกายเจดีย์นั้นเรียกว่า “แคล็ดดิ้ง” สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จะเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ต่อเนื่องอีกยาวนานกว่าพันปีจากนี้ไป ซึ่งผู้คนในยุคต่อๆ ไปจะได้มาเรียนรู้ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีกลุ่มชนผู้ได้สร้างสรรค์สันติภาพโลกผ่านสันติสุขภายใน โดยการสถาปนามหาธรรมกายเจดีย์อันน่าอัศจรรย์ให้แก่มวลมนุษยชาติ
พระธรรมกายประจำตัว
มหาธรรมกายเจดีย์ถูกออกแบบมาเพื่อประดิษฐาน องค์พระธรรมกายประจำตัว 1,000,000 องค์ พระพุทธรูปปางขัดสมาธิแต่ละองค์ ที่ประดิษฐานอยู่ ณ มหาธรรมกายเจดีย์ ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์, ดวงปัญญา และการบรรลุธรรม เพราะเหตุว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมด้วยการเจริญสมาธิภาวนา จิตของพระองค์จึงบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสอาสวะ และสภาวธรรมนี้ จึงแผ่ขยายสู่สรรพสัตว์อันไม่มีประมาณ สันติสุขภายในของแต่ละบุคคลสามารถแผ่ขยายไปได้โดยรอบ สร้างครอบครัวให้มีความสุขขึ้น ทำสังคมให้เปี่ยมสุข และผู้คนปฏิบัติต่อกันด้วยจิตเมตตาปรารถนาดี และมีความเคารพต่อกัน พระพุทธรูปประจำตัวแต่ละองค์มีขนาดกว้าง 15 ซ.ม. สูง 15 ซ.ม. และมีฐานรองรับซึ่งกว้าง 18 ซ.ม. ทางวัดพระธรรมกายขออนุโมทนาต่อปัจจัยบริจาคจากทุกท่าน สำหรับท่านที่บริจาคครบจำนวนที่จะสร้างพระพุทธรูปประจำตัวได้ ก็สามารถมีชื่อ-นามสกุลของท่านหรือบุคคลอันเป็นที่รักสลักจารึกลงบนฐานของพระพุทธรูปประจำตัว อันที่จริงแล้ว สันติภาพโลกนั้นต้องมีการแบ่งปัน และเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกๆ คน สันติภาพไม่อาจถูกสร้างขึ้นโดยบุคคลใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ
ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนจะต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้น พระพุทธรูปประจำตัว ณ มหาธรรมกายเจดีย์จึงเป็นประจักษ์พยานในความพยายามของมนุษยชาติ ที่จะสร้างสันติภาพโลกให้แก่กัน พระพุทธรูปประจำตัวและแคล็ดดิ้งถูกสร้างขึ้นด้วยโลหะซิลิกอน บรอนซ์ ซึ่งปกติแล้วจะใช้ผลิตใบพัดของเรือดำน้ำเพื่อความแข็งแรงและทนต่อสารเคมี จากความรู้ด้านอารยธรรมยุคบรอนซ์เริ่มแรกของโลกที่ “บ้านเชียง” จังหวัดอุดรธานีนั้น นักโบราณคดีได้ขุดพบรูปหล่อโลหะบรอนซ์ ซึ่งเชื่อว่ามีอายุถึงห้าพันปี เมื่อพิจารณาสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย ความชื้น และความร้อนแบบเขตศูนย์สูตร เราได้ตัดสินใจที่จะใช้ไททาเนียมและทองคำในการเคลือบผิวของพระพุทธรูปโลหะ ซิลิกอน บรอนซ์ เพื่อป้องกันพื้นผิว และให้ความมั่นใจว่าจะอยู่ได้นานนับพันปี เทคนิคนี้เรียกว่า “ไททาเนี่ยม-โกลด์ ไอออน เพลทติ้ง” ยังผลให้พระธรรมกายประจำตัวบนองค์มหาธรรมกายเจดีย์นั้น สุกสว่างราวทองคำ
การก่อสร้างโครงสร้างของมหาธรรมกายเจดีย์นั้น เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 2542 โดยส่วนนอกของเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานของพระธรรมกายประจำตัวจำนวนสามแสนองค์ ทั้งบนส่วนโดม และวงแหวนเชิงลาด ส่วนภายในซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการนั้น จะเป็นที่ประดิษฐานของพระธรรมกายประจำตัวอีกจำนวนเจ็ดแสนองค์ พระพุทธรูปจำนวยหลายแสนองค์นี้มีผู้เป็นเจ้าของแล้ว ในขณะที่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ยังรอคอยเจ้าภาพผู้มีบุญ มาเป็นเจ้าของบุญร่วมสถาปนามหาธรรมกายเจดีย์ ในช่วงระหว่างวิกฤตทางเศรษฐกิจของเอเชียระหว่างปี 2541 - 2543 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไปประเทศไทย สาธุชนผู้มีบุญได้ประสบกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายๆ ท่านที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาด้านจิตใจ และคุณธรรม เพื่อความสุขอันเป็นของเฉพาะตน และสันติภาพโลก และท่านเหล่านี้เองได้บริจาคปัจจัยที่ได้ออมไว้ เพื่อให้การสร้างพระมหาธรรมกายเจดีย์ได้สำเร็จลุล่วงในที่สุด
เล่าเรื่องเจดีย์

@ เล่าเรื่องเจดีย์ @
เล่าเรื่องเจดีย์
เจดีย์เป็นพุทธสถานอันเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธแต่โบราณจวบจนปัจจุบัน
จากบันทึกของพระถังซัมจั๋ง ซึ่งได้จาริกไปอินเดียเมื่อ 1,400 ปีที่แล้ว กล่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดรูปแบบของเจดีย์ในเบื้องต้น ด้วยการทรงนำจีวร สังฆาฏิ และสบงของพระองค์มาพับเป็นสี่เหลี่ยม แล้ววางซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ จากใหญ่ไปหาเล็ก และทรงคว่ำบาตรของพระองค์วางลงไปบนผ้าอีกทีหนึ่ง แล้วตรัสว่า นี่แหละสถูปเจดีย์ (ดูภาพประกอบ)
รูปแบบเจดีย์ที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ จึงเป็นต้นแบบของการสร้างเจดีย์นับแต่นั้นมา ดังตัวอย่างรูปทรงของสาญจิเจดีย์ เจดีย์เก่าแก่ที่สร้างเมื่อราว 2,200 ปีก่อน ก็มีรูปครึ่งทรงกลมประยุกต์จากรูปทรงบาตรคว่ำนั่นเอง
<< พัฒนาการของรูปทรงเจดีย์ >>
เมื่อเวลาผ่านมารูปทรงของเจดีย์ก็มีพัฒนาการมาตามลำดับ
เริ่มจากการใช้ฉัตร 7 ชั้นบ้าง 9 ชั้นบ้าง ประดับอยู่บนยอดเจดีย์เพื่อแสดงความเคารพบูชา แต่เมื่อนานวันเข้า ฉัตรก็ถูกลมพัดเอียงล้มบ้าง ชำรุดทรุดโทรมบ้าง ในบางท้องที่จึงมีการสร้างฉัตรให้เป็นสิ่งปลูกสร้างถาวร กลายเป็นส่วนยอดของเจดีย์รูปทรงระฆังคว่ำคล้ายที่พระปฐมเจดีย์ มหาเจดีย์ชเวดากองของเมียนม่าร์หรือเจดีย์ทรงทิเบต เป็นต้น
ในจีนก็มีรูปทรงเจดีย์เป็นทรงตึกซ้อนกัน 5 ชั้นบ้าง 7 ชั้นบ้าง โดยชั้นล่างจะใหญ่ชั้นบนก็จะค่อยๆ เล็กลงตามลำดับ
เมื่อเวลาผ่านมากว่า 2,000 ปี แต่ละท้องถิ่นก็มีพัฒนาการรูปแบบเจดีย์เป็นเอกลักษณ์ของตน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงเจดีย์แบบใด สิ่งที่เหมือนกันก็คือ เจดีย์แต่ละแห่งได้เป็นศูนย์รวมใจของชาวพุทธในที่นั้นๆ ถือเป็นองค์แทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
<< พลังศรัทธาของชาวพุทธต่อองค์เจดีย์ >>
ในประเทศเมียนม่าร์ เมื่อเข้าสู่ลานพระเจดีย์หรือแม้แต่เข้าเขตวัด ทุกคนจะต้องถอดรองเท้าเพื่อแสดงความเคารพ ไม่ว่าจะเป็นคนใหญ่คนโตเพียงใดก็ต้องปฏิบัติตาม เมื่อคราวที่อังกฤษยึดพม่าเป็นอาณานิคม ข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษต้องการเข้าเยี่ยมชมมหาเจดีย์ชเวดากอง โดยจะใส่รองเท้าเข้าไป เพราะนับถือคนละศาสนาและถือว่าตนคือผู้มีอำนาจปกครอง
เมื่อข่าวแพร่กระจายไป ชาวพม่านับหมื่นคน ก็มารวมตัวกันที่ลานมหาเจดีย์ชเวดากอง แม้จะไม่มีอำนาจห้ามปรามข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษ ไม่มีอาวุธจะไปต่อสู้ แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันนอนทอดร่างเรียงต่อๆกันเต็มลานมหาเจดีย์ ยอมให้รองเท้าของข้าหลวงชาวอังกฤษย่ำเหยียบลงบนร่างกายของตนดีกว่าจะยอมให้รองเท้ากระทบถูกลานพระเจดีย์
ด้วยพลังศรัทธาอันเปี่ยมล้นของชาวพม่า ทำให้ข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษถึงกับสะท้าน และยอมถอดรองเท้าเข้าลานเจดีย์
<< มหาธรรมกายเจดีย์ >>
มหาธรรมกายเจดีย์ ณ วัดพระธรรมกาย ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่รวมชาวโลกมาปฏิบัติธรรมร่วมกันได้คราวละ 1 ล้านคน
** คริสต์ก็มีลานมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในนครรัฐวาติกัน เป็นที่รวมชาวคริสต์ได้คราวละหลายแสนคน
** อิสลามก็มีเมกกะ ในซาอุดิอาระเบียเป็นที่รวมชาวมุสลิมได้นับล้านคน
**ชาวพุทธก็น่าจะมีสถานที่สักแห่งหนึ่งที่รวมชาวพุทธได้คราวละนับล้านคนเหมือนกัน
เนื่องจากมีเป้าหมายให้เป็นพุทธสถานของชาวพุทธทั่วโลก รูปทรงเจดีย์จึงได้ย้อนกลับไปสู่ยุคดั้งเดิม ซึ่งเป็นรูปทรงสากล องค์เจดีย์เป็นรูปครึ่งทรงกลมคล้ายสาญจิเจดีย์ และมีเชิงลาดทอดเฉียงลงมาเพื่อเป็นที่ประดิษฐานองค์พระ จำนวน 300,000 องค์ เชิงลาดถัดลงมาเป็นที่นั่งของพระภิกษุจำนวน 10,000 รูป ภายในส่วนกลางองค์เจดีย์เป็นที่ประดิษฐานองค์พระอีก 700,000 องค์ รวมกับองค์พระภายนอกเป็นหนึ่งล้านองค์
รอบมหาธรรมกายเจดีย์มีลานธรรมรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส พื้นที่ราว 400,000 ตารางเมตร ถัดจากลานธรรมออกไปที่ขอบทั้งสี่ด้านล้อมรอบด้วยมหารัตนวิหารคด 2 ชั้น เป็นแนวยาวทอดเป็นรูปขอบของสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง 99 เมตร ยาวด้านละ 1,000 เมตร รวมพื้นที่ 2 ชั้นราว 700,000 ตารางเมตร
ในวันมาฆบูชาและวันสำคัญต่างๆ มีชาวพุทธทั่วโลกเดินทางมาปฏิบัติธรรม ณ ลานมหาธรรมกายเจดีย์นับล้านคน ต่างชื่นชมชาวพุทธไทยที่มีจิตศรัทธาสามารถสร้างพุทธสถานที่งดงามเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธทั่วโลกได้ เป็นความภาคภูมิใจของชาวพุทธไทย
** แต่พุทธสถานภายนอก แม้จะใหญ่โตเพียงใด ก็ยังเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญคือ__ แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างเต็มเปี่ยมของชาวพุทธไทย ซึ่งสามารถร่วมกันสร้างมหาธรรมกายเจดีย์จนสำเร็จได้และพร้อมเพรียงกันมาปฏิบัติธรรมจนเต็มลานพระเจดีย์อย่างนี้
อย่างไรก็ตามเจดีย์ทุกรูปทรง ล้วนเป็นองค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราชาวพุทธควรสักการะบูชา ถ้าเราได้ไปต่างประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น เมียนม่าร์ ทิเบต จีน เกาหลี เมื่อพบองค์เจดีย์ก็ควรเคารพบูชา จะเป็นสิริมงคลแก่ตน
ผู้ที่ลบหลู่และกล่าวล้อเลียนองค์เจดีย์ก็เหมือนลบหลู่พระพุทธเจ้า เป็นการสร้างกรรมหนักน่ากลัวยิ่งนัก เราจึงไม่ควรคึกคะนองกล่าวคำดูหมิ่นเหยียดหยามองค์เจดีย์ ไม่ว่ารูปแบบใดทั้งสิ้น
“ ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล คนพาลสำคัญบาปเหมือนน้ำผึ้ง
บาปส่งผลเมื่อใด คนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น ” ___ ( พุทธพจน์ )
เจดีย์เป็นพุทธสถานอันเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธแต่โบราณจวบจนปัจจุบัน
จากบันทึกของพระถังซัมจั๋ง ซึ่งได้จาริกไปอินเดียเมื่อ 1,400 ปีที่แล้ว กล่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดรูปแบบของเจดีย์ในเบื้องต้น ด้วยการทรงนำจีวร สังฆาฏิ และสบงของพระองค์มาพับเป็นสี่เหลี่ยม แล้ววางซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ จากใหญ่ไปหาเล็ก และทรงคว่ำบาตรของพระองค์วางลงไปบนผ้าอีกทีหนึ่ง แล้วตรัสว่า นี่แหละสถูปเจดีย์ (ดูภาพประกอบ)
รูปแบบเจดีย์ที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ จึงเป็นต้นแบบของการสร้างเจดีย์นับแต่นั้นมา ดังตัวอย่างรูปทรงของสาญจิเจดีย์ เจดีย์เก่าแก่ที่สร้างเมื่อราว 2,200 ปีก่อน ก็มีรูปครึ่งทรงกลมประยุกต์จากรูปทรงบาตรคว่ำนั่นเอง
<< พัฒนาการของรูปทรงเจดีย์ >>
เมื่อเวลาผ่านมารูปทรงของเจดีย์ก็มีพัฒนาการมาตามลำดับ
เริ่มจากการใช้ฉัตร 7 ชั้นบ้าง 9 ชั้นบ้าง ประดับอยู่บนยอดเจดีย์เพื่อแสดงความเคารพบูชา แต่เมื่อนานวันเข้า ฉัตรก็ถูกลมพัดเอียงล้มบ้าง ชำรุดทรุดโทรมบ้าง ในบางท้องที่จึงมีการสร้างฉัตรให้เป็นสิ่งปลูกสร้างถาวร กลายเป็นส่วนยอดของเจดีย์รูปทรงระฆังคว่ำคล้ายที่พระปฐมเจดีย์ มหาเจดีย์ชเวดากองของเมียนม่าร์หรือเจดีย์ทรงทิเบต เป็นต้น
ในจีนก็มีรูปทรงเจดีย์เป็นทรงตึกซ้อนกัน 5 ชั้นบ้าง 7 ชั้นบ้าง โดยชั้นล่างจะใหญ่ชั้นบนก็จะค่อยๆ เล็กลงตามลำดับ
เมื่อเวลาผ่านมากว่า 2,000 ปี แต่ละท้องถิ่นก็มีพัฒนาการรูปแบบเจดีย์เป็นเอกลักษณ์ของตน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงเจดีย์แบบใด สิ่งที่เหมือนกันก็คือ เจดีย์แต่ละแห่งได้เป็นศูนย์รวมใจของชาวพุทธในที่นั้นๆ ถือเป็นองค์แทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
<< พลังศรัทธาของชาวพุทธต่อองค์เจดีย์ >>
ในประเทศเมียนม่าร์ เมื่อเข้าสู่ลานพระเจดีย์หรือแม้แต่เข้าเขตวัด ทุกคนจะต้องถอดรองเท้าเพื่อแสดงความเคารพ ไม่ว่าจะเป็นคนใหญ่คนโตเพียงใดก็ต้องปฏิบัติตาม เมื่อคราวที่อังกฤษยึดพม่าเป็นอาณานิคม ข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษต้องการเข้าเยี่ยมชมมหาเจดีย์ชเวดากอง โดยจะใส่รองเท้าเข้าไป เพราะนับถือคนละศาสนาและถือว่าตนคือผู้มีอำนาจปกครอง
เมื่อข่าวแพร่กระจายไป ชาวพม่านับหมื่นคน ก็มารวมตัวกันที่ลานมหาเจดีย์ชเวดากอง แม้จะไม่มีอำนาจห้ามปรามข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษ ไม่มีอาวุธจะไปต่อสู้ แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันนอนทอดร่างเรียงต่อๆกันเต็มลานมหาเจดีย์ ยอมให้รองเท้าของข้าหลวงชาวอังกฤษย่ำเหยียบลงบนร่างกายของตนดีกว่าจะยอมให้รองเท้ากระทบถูกลานพระเจดีย์
ด้วยพลังศรัทธาอันเปี่ยมล้นของชาวพม่า ทำให้ข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษถึงกับสะท้าน และยอมถอดรองเท้าเข้าลานเจดีย์
<< มหาธรรมกายเจดีย์ >>
มหาธรรมกายเจดีย์ ณ วัดพระธรรมกาย ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่รวมชาวโลกมาปฏิบัติธรรมร่วมกันได้คราวละ 1 ล้านคน
** คริสต์ก็มีลานมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในนครรัฐวาติกัน เป็นที่รวมชาวคริสต์ได้คราวละหลายแสนคน
** อิสลามก็มีเมกกะ ในซาอุดิอาระเบียเป็นที่รวมชาวมุสลิมได้นับล้านคน
**ชาวพุทธก็น่าจะมีสถานที่สักแห่งหนึ่งที่รวมชาวพุทธได้คราวละนับล้านคนเหมือนกัน
เนื่องจากมีเป้าหมายให้เป็นพุทธสถานของชาวพุทธทั่วโลก รูปทรงเจดีย์จึงได้ย้อนกลับไปสู่ยุคดั้งเดิม ซึ่งเป็นรูปทรงสากล องค์เจดีย์เป็นรูปครึ่งทรงกลมคล้ายสาญจิเจดีย์ และมีเชิงลาดทอดเฉียงลงมาเพื่อเป็นที่ประดิษฐานองค์พระ จำนวน 300,000 องค์ เชิงลาดถัดลงมาเป็นที่นั่งของพระภิกษุจำนวน 10,000 รูป ภายในส่วนกลางองค์เจดีย์เป็นที่ประดิษฐานองค์พระอีก 700,000 องค์ รวมกับองค์พระภายนอกเป็นหนึ่งล้านองค์
รอบมหาธรรมกายเจดีย์มีลานธรรมรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส พื้นที่ราว 400,000 ตารางเมตร ถัดจากลานธรรมออกไปที่ขอบทั้งสี่ด้านล้อมรอบด้วยมหารัตนวิหารคด 2 ชั้น เป็นแนวยาวทอดเป็นรูปขอบของสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง 99 เมตร ยาวด้านละ 1,000 เมตร รวมพื้นที่ 2 ชั้นราว 700,000 ตารางเมตร
ในวันมาฆบูชาและวันสำคัญต่างๆ มีชาวพุทธทั่วโลกเดินทางมาปฏิบัติธรรม ณ ลานมหาธรรมกายเจดีย์นับล้านคน ต่างชื่นชมชาวพุทธไทยที่มีจิตศรัทธาสามารถสร้างพุทธสถานที่งดงามเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธทั่วโลกได้ เป็นความภาคภูมิใจของชาวพุทธไทย
** แต่พุทธสถานภายนอก แม้จะใหญ่โตเพียงใด ก็ยังเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญคือ__ แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างเต็มเปี่ยมของชาวพุทธไทย ซึ่งสามารถร่วมกันสร้างมหาธรรมกายเจดีย์จนสำเร็จได้และพร้อมเพรียงกันมาปฏิบัติธรรมจนเต็มลานพระเจดีย์อย่างนี้
อย่างไรก็ตามเจดีย์ทุกรูปทรง ล้วนเป็นองค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราชาวพุทธควรสักการะบูชา ถ้าเราได้ไปต่างประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น เมียนม่าร์ ทิเบต จีน เกาหลี เมื่อพบองค์เจดีย์ก็ควรเคารพบูชา จะเป็นสิริมงคลแก่ตน
ผู้ที่ลบหลู่และกล่าวล้อเลียนองค์เจดีย์ก็เหมือนลบหลู่พระพุทธเจ้า เป็นการสร้างกรรมหนักน่ากลัวยิ่งนัก เราจึงไม่ควรคึกคะนองกล่าวคำดูหมิ่นเหยียดหยามองค์เจดีย์ ไม่ว่ารูปแบบใดทั้งสิ้น
“ ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล คนพาลสำคัญบาปเหมือนน้ำผึ้ง
บาปส่งผลเมื่อใด คนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น ” ___ ( พุทธพจน์ )
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










